วันพุธ, พฤศจิกายน 09, 2554

3 สัปดาห์กับการเป็นผู้ประสบภัย ...

เห็นว่าจะครบเดือนเลยมาเขียน checkpoint เล่าประสบการณ์หน่อยครับ
ไหนๆ ก็ได้เป็นส่วนร่วมในเหตุการณ์ครั้งสำคัญของประเทศไปแล้ว :)

ณ ตอนนี้ก็เป็นผู้ประสบภัย (อินเทรนด์) กับเค้าบ้างแล้วมาถึง 3 สัปดาห์ ..
โดยส่วนตัวก็แอบตกใจเหมือนกันว่าผ่านมา 3 สัปดาห์แล้วเหรอเนี่ย .....
แต่ก็ไม่เครียดครับที่ต้องมาเป็นผู้ประสบภัย ....


ก่อนวันอพยพ ....
จริงๆ ช่วงสองสัปดาห์ก่อนอพยพนั้น ยอมรับว่าที่บ้าน
พยายาม "ฝืน" ใช้ชีวิตให้เป็นปกติ ทั้งๆ ที่สิ่งแวดล้อมมันไม่ปกติแล้ว ....
ดังเช่นเห็นได้จากระดับน้ำที่ท่วมในถนน ดังรูปข้างล่าง ....


หรือแม้แต่ ....


ก็ยอมรับว่า ฝืนเอามากๆ สำหรับการไปทำงานในเขตกรุงเทพ ทั้งๆ ที่ รอบๆ บ้านท่วมซะขนาดนี้แล้ว ...
โชคดีที่ที่บริษัท อนุญาตให้สามารถ Work From Home ได้ .... บางวันก็เลยได้ทำงานไป เฝ้าระวังน้ำไป ...
ดังเช่น สองวันก่อนที่จะได้ฤกษ์ อพยพ พบว่า ได้ถูกน้องน้ำ ล้อมรอบไว้หมดแล้ว ....


แต่ที่บ้านก็ยังคิดว่าคงยังไม่เป็นไร อันเนื่องมาจาก แถวๆ บ้าน มีสวนผักอยู่ด้วย
ซึ่งที่ดินที่ทำสวนผักนั้นค่อนข้างต่ำว่าแนวถนนของหมู่บ้าน ....
ที่บ้านเลยเรียกสวนผักนั้นว่า "แก้มลิงด่่านสุดท้าย" ซึ่งโดยปกติแล้ว
เวลาเกิดน้ำท่วม สวนผักดังกล่าวจะโดนท่วมก่อนที่บ้านเราจะโดน ....
ที่บ้านเลยเฝ้าระวังโดยวัดจากความสามารถของคันกั้นน้ำว่าจะทนทานต่อ
แรงดันน้ำที่ทำให้แก้มลิงด่านสุดท้าย ท่วมได้นานแค่ไหน ...
แต่แล้วก็ไม่รอด ครับ .... ในที่สุดก็โดนบุกมาประชิดหน้าบ้าน ....


ในเหตุการณ์วันที่อพยพ ก็ยังอยู่ใน mode สลึมสะลือ แบกของยกของขึ้นที่สูง
อันเนื่องด้วยเป็นเวลาเช้ามากของวันพฤหัสที่ 20 ตุลาคม 2554 ....
แต่ที่ได้ยินจากเพื่อนบ้านเล่ามาคือ คันดินที่กั้นน้ำนั้นได้แตก ไปแล้ว ....
น้ำที่เพิ่มระดับขึ้น ไม่ได้ มาจากน้ำหลาก ดังเช่นที่เห็นในทีวี แต่ค่อยๆ ผุดขึ้นจากท่อ
จนท่วมพื้นที่ภายในหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว ....
จากการลองจับเวลาในวันนั้นพบว่าน้ำเพิ่มสูง 10cm ใช้เวลา 1 ชั่วโมง
ที่บ้านก็เลย รีบทำการเก็บของขึ้นที่สูง และ pack ของออกจากบ้าน ....
ด้วยความที่สมาชิกในบ้านน้อย ... 3 คน กับ อีก 1 ตัว ....

การวางแผนในการอพยพภายในบ้านก็มีการคิดกันเรียบร้อยแล้วตั้งแต่น้ำยังไม่ท่วม
จึงทำให้มีสติ แม้ภัยจะมาจ่อถีงหน้าบ้านแล้ว ..... แต่ละคนช่วยกันเก็บของ ...
เสบียงที่ไม่สามารถแบกมาพร้อมกับการอพยพได้ ก็ให้เพื่อนบ้านที่ยังไม่ได้อพยพออกมาทั้งหมด ...
แล้วก็จัดแจงเก็บของใส่กระเป๋า เอาเฉพาะที่จำเป็นออกมา พร้อมทั้งแบกเจ้าแก้ว (หมาที่บ้าน) ออกมาอพยพด้วย ....

ก่อนอพยพ ด้วยความที่ที่บ้านอยู่กันเพียงแค่ 3 คน เลยตกลงกันไว้ว่าจะพยายามช่วยเหลือตัวเองเท่าที่ทำได้ ให้มากที่สุดก่อนที่จะเรียกขอความช่วยเหลือจากคนอื่น สุดท้ายก็เลยพยายามเดินจากภายในหมู่บ้านออกมาเจอกับสภาพของบริเวณถนนใหญ่ ดังรูปนี้


ก็แอบตกใจเหมือนกันว่าทำไมที่ถนนใหญ่เจอหนักกว่าแถวบ้าน ....
ทั้งๆที่ถนนใหญ่ สูงกว่าในหมู่บ้านด้วยซ้ำ .... มาถึงจุดนี้ จึงได้พี่ทหารเรือช่วยแบกเจ้าแก้ว มาหลบข้างทางพร้อมกับ รถของหน่วยอาสา ในการอพยพออกจากบริเวณแถวบ้านไปได้ครับ

ต้องขอขอบคุณ ทั้งทหารเรือ และ รถของหน่วยอาสา มา ณ​ ที่นี้ด้วยครับ >.<

ซึ่งพอหลุดจาก zone แถวบ้านก็เลยขอลงจากรถแล้วโทรเรียก ลูกพี่ลูกน้อง
มารับออกจากจุดนัดพบนั้นไปได้ ....

โดยส่วนตัวพบว่า ที่บ้านไม่ค่อย panic นักอันเนื่องมาจากเข้าใจดีว่า

- การทำคันกั้นน้ำไม่ได้ช่วยให้บ้านน้ำไม่ท่วม
กลับทำให้เราทำความสะอาดยากขึ้นเมื่อเก็บกวาดหลังน้ำลด

- การมีสติ และ การวางแผนที่ดี ทำให้เราสามารถจัดการเรื่องยากๆ ให้เสร็จทันได้ตามกำหนดระยะเวลา

- ทุกๆคนก็เดือดร้อนกันหมด ถ้าเราสามารถพยายามช่วยเหลือตัวเองได้ในยามภาวะคับขัน เราจะเป็นภาระให้กับสังคม/อาสา น้อยที่สุด

- สื่อเป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยตัดสินใจ แต่ไม่ใช่สิ่งที่สามารถเชื่อถือได้

ซึ่งตอนนี้หลังจากอพยพมา
ก็รู้สึกสุขภาพจิตดีกว่าตอนรอลุ้นว่าท่วม/ไม่ท่วมเยอะครับ :)

แชร์ไว้เป็นประสบการณ์ที่ได้เจอ ครั้งหนึ่งในชีวิต
สำหรับ สิ่งที่นอกเหนือจาก promotion ของรัฐบาลที่เรียกว่า  "น้ำท่วมบ้านครั้งแรก"
Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...